มงคลสูตร ๓๘ ประการ

ในประเทศอินเดียสมัยก่อนพุทธกาล ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ซึ่งมีความเชื่อถือในเรื่องเทพเจ้า เช่น พระสาวิตรี พระวรุณ พระอินทร์ พระยม พระพรหม พระนารายณ์ และพระศิวะ เป็นต้น มีคนวรรณะพราหมณ์เป็นผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับเทพเจ้า สั่งสอนศาสนา และ ประกอบพิธีกรรมแก่ประชาชนทุกวรรณะ โดยมีความเชื่อว่าเทพเจ้าจะสามารถให้คุณและโทษแก่คนได้ จึงมีพิธีเซ่นสรวงเพื่อเอาอกเอาใจ มิให้ บันดาล สิ่งที่มีโทษเป็นภัยพิบัติเกิดขึ้นกับคน เรียกว่าพิธี “บูชายัญ” คือฆ่าสัตว์เอาเลือดและเนื้อ ขนม นม เนย ใส่เข้าไปในกองไฟ โดยถือว่าไฟ เป็นฑูตของพระเจ้า แต่ถึงจะบูชายัญอย่างไรคนก็ยังได้รับภัยพิบัติต่างๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่สามารถพึ่งเทพเจ้าได้ จึงมีผู้คิดหาที่พึ่งทางจิตใจใหม่ เผยแพร่ความคิดของตนเอง และ ตั้งตนเป็นอาจารย์เป็นจำนวนมาก ปัญหาหนึ่งที่บรรดาอาจารย์แต่ละสำนักถกเถียงกันเป็นประจำไม่มีข้อยุติคือ เรื่องอะไรคือมงคลของชีวิต

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว คืนหนึ่งขณะที่ประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร ใกล้เมืองสาวัตถี ท้าวสักกเทวราช ได้นำหมู่เทวดา เข้าเฝ้า และทูลถาม พระองค์ว่า “อะไรคือมงคลของชีวิต” พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงหลักมงคล ๓๘ ประการ ซึ่งไม่ยึดวัตถุแต่ยึดถือการปฏิบัติฝึกฝนตนเอง ประกอบด้วยเหตุ และผล อย่างสมบูรณ์เป็นสัจจธรรมที่ถูกต้องดีงาม ผู้ใดปฏิบัติตามแล้วย่อมได้รับผลตามเหตุที่ได้กระทำ เริ่มตั้งแต่เป็นคนดี มีความเห็นที่ถูกต้อง ดำเนิน ชีวิตไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในกาลทุกเมื่อ เป็นที่นอนเนื่องแห่งโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลายและมุ่งสู่ความชนะกิเลส จนบรรลุนิพพานในที่สุด มงคลทั้ง ๓๘ ประการนี้ จึงเป็นมงคลอย่างสูงสุด

คำอ่าน ภาษาบาลี ตามมงคลสูตร ฉบับมหาสังคายนาสากลนานาชาติ เล่มที่ ๑๘ ขุททกปาฐะ มงคลสูตรในขุททกปาฐะ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ครั้นปฐมยามล่วงไปเทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี
ได้พากันคิดมงคลทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสอุดมมงคล

พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า

การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑
การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อน ๑
การตั้งตนไว้ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
พาหุสัจจะ ๑ ศิลป ๑ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑
วาจาสุภาสิต ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การบำรุงมารดาบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑
การงานอันไม่อากูล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การสงเคราะห์ญาติ ๑
กรรมอันไม่มีโทษ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การงดการเว้นจากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑
ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ความเคารพ ๑ ความประพฤติถ่อมตน ๑ ความสันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑
การฟังธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ความอดทน ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ การได้เห็นสมณะทั้งหลาย ๑
การสนทนาธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ความเพียร ๑ พรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑
การกระทำนิพพานให้แจ้ง ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว ๑
ไม่เศร้าโศก ๑ ปราศจากธุลี ๑ เป็นจิตเกษม ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลเช่นนี้แล้ว
เป็นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกหมู่เหล่า
ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน
นี้เป็นอุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ฯ

 

ที่มา:
[1] www.tipitakastudies.net
[2] th.wikisource.org
[3] http://membres.lycos.fr/artycenter/artill/mokoright.htm
[4]Tipitaka Quotation

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><img> <object> <embed> <param>
  • Lines and paragraphs break automatically.
  • Images can be added to this post.

More information about formatting options

CAPTCHA
This question is for testing whether you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
Image CAPTCHA
Copy the characters (respecting upper/lower case) from the image.
ญาณรักข์ วรรณสาย