เป็นบทความที่ผมเคยอ่านเมื่อจากหนังสือพิมพ์มติชนเมื่อนานมาแล้ว พอดีเข้าเว็บพันธ์ทิพย์ในกระทู้ที่มีการพูดถึงมหาวิทยาลัยห้องแถว (Diploma Mill) แล้วมีคนมาโพสต์อีกครั้งเลยรู้สึกว่าน่าสนใจจึงอยากจะเผยแพร่ มหาวิทยาลัยห้องแถว และดอกเตอร์กล้วย โดย อาจารย์ ดร.ฉันธะ จันทะเสนา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ (หามาให้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติผู้แต่ง http://fms.vru.ac.th/program/eco/chanta/index.html) ในขณะที่ คมช.และคนไทย กำลังขุดราก ถอนโคน ระบบทักษิโณมิกส์ ออกจากระบบสังคมไทย แต่แนวคิดนี้กำลังเกิดขึ้น และงอกงามในมหาวิทยาลัย ลักษณะสำคัญของแนวคิดหรือการกระทำแบบทักษิโณมิกส์อย่างหนึ่งคือ ผู้มีอำนาจออกกฎหมายกฎระเบียบ หรือข้อบังคับ เพื่อให้ตนเอง และพวกพ้องได้รับผลประโยชน์ ในขณะนี้ มหาวิทยาลัยห้องแถวถูกขนานนาม เพราะได้ชื่อว่าเป็น แหล่งขายใบปริญญาเอก และดอกเตอร์กล้วยที่ รมช.กระทรวงศึกษาธิการเคยให้ความหมายไว้ว่า คือดอกเตอร์ที่ทำงานวิจัยครั้งเดียว คือวิทยานิพนธ์ ดังพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเช่นกล้วยที่ออกดอกผลไม่กี่ครั้ง แล้วรอวันเฉาตาย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นกับระบบการศึกษาไทย สมัยก่อนนั้น มหาวิทยาลัยห้องแถว หมายถึงมหาวิทยาลัยในบางประเทศที่ขายใบปริญญาเอกให้กับพ่อค้า หรือข้าราชการบางคน เพื่อให้ได้ ดร.นำหน้าชื่อ แต่วันนี้หลายคนกล่าวว่า ประเทศไทยก็มีมหาวิทยาลัยห้องแถวแล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นการกล่าวเกินเลยความจริงไป เพราะระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน มีแต่มหาวิทยาลัยที่สามารถประสาทปริญญา (เอก) ได้อย่างถูกกฎหมายเท่านั้น แต่อาจเป็นด้วยระบบวิธีการเรียนการสอน ที่ทำให้ผู้เข้ารับการศึกษา สามารถสำเร็จการศึกษาได้ง่ายๆ จึงมีผู้เทียบเคียงมหาวิทยาลัยบางแห่ง เสมือนดังมหาวิทยาลัยห้องแถว มหาวิทยาลัยชั้นดีอาจมีผลผลิต เป็นดอกเตอร์กล้วย หลงมาบ้าง แต่มีอัตราส่วนน้อยเต็มทีเพราะมีระบบการเรียนการสอนที่เข้มแข็ง แต่มหาวิทยาลัยห้องแถว มีผลผลิตออกมาเป็นดอกเตอร์กล้วยร้อยละ 99.99 ถ้าดอกเตอร์กล้วยเหล่านี้ไม่ได้ไปทำมาหากิน โดยการสั่งสอนอบรมใครก็ไม่น่าวิตกกังวลมากมายอันใด แต่ในทางกลับกัน ถ้าดอกเตอร์กล้วยต้องไปเป็นครูบาอาจารย์ เป็นวิศวกรสังคม ในสถาบันการศึกษาทำให้น่าเป็นห่วงว่า จะทำให้ระบบการศึกษาไทยเป็นแบบกล้วยๆ สร้างระบบสังคมกลวงโบ๋ และอาจล้มครืนเข้าสักวัน ด้วยบัณฑิตไม่ใฝ่รู้ ไม่สู้สิ่งยาก ที่จะสืบค้น ศึกษาหาความรู้ความจริง มหาวิทยาลัยเหล่านี้ มีทั้งของรัฐและเอกชน แต่บทความนี้ขอกล่าวถึงเพียงมหาวิทยาลัยของรัฐเท่านั้น เพราะเกี่ยวข้อง กระทบ กับภาษีอากรของประชาชนโดยตรง และในท้ายที่สุดแล้ว ผลเสียอันนี้ต้องตกไปอยู่กับประชาชนอย่างเต็มๆ แต่ผลประโยชน์กลับลอยไปอยู่กับกลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัยเหล่านี้เท่านั้น ปัจจุบันมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีหลักสูตรปริญญาเอก กระจายไปทั่วประเทศไทย หลักสูตรใดผลิตดอกเตอร์กล้วยดูได้ไม่ยาก โครงการปริญญาเอกปกติจะมีอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยนั้นๆ สอนเป็นส่วนใหญ่ ผู้บริหารโครงการเป็นอาจารย์ประจำ รับรุ่นละไม่มากนักประมาณ 5 คน โครงการดังกล่าวนี้มีการเตรียมพร้อมบุคลากร ห้องสมุด อุปกรณ์และการวิจัยก่อนเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนหลายปี แต่โครงการดอกเตอร์กล้วยจะรับผู้เข้าเรียน 40-50 คน รับจากผู้สมัครทั้งหมด ไม่จำกัดจำนวน โดยนิยมไปจ้างศาสตราจารย์เกษียณ หรือใกล้เกษียณ จากมหาวิทยาลัย ย่านบางกะปิ หัวหมาก เมืองทอง หรือสามย่าน และบ้างก็มาจากท่าพระจันทร์ ให้มาเป็นประธานหลักสูตร อาจารย์พิเศษก็มาจากมหาวิทยาลัยดังกล่าว (จะไม่มีคุณภาพได้อย่างไร) ค่าจ้างสอนงดงาม โดยเป็นหลักสูตรทางสังคมศาสตร์ 100% ค่าเล่าเรียนแพงมากๆ เหนือเหตุผล และมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพียง 4-5 คนเท่านั้น ดังนั้นอาจารย์หนึ่งคน ต้องให้คำปรึกษาต่อนักศึกษาสิบกว่าคนในระยะเวลาหนึ่งภาคการศึกษา และเมื่อระยะเวลาการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็นสองสามปี อาจารย์แต่ละท่านต้องทำหน้าที่ให้คำปรึกษานักศึกษาเป็นจำนวนมากอักโข ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาปกติไม่ควรมีนักเรียนในที่ปรึกษาระดับปริญญาเอกเกินกว่าสาม สี่คนต่อปี รายได้จากโครงการปริญญาเอกกล้วยนี้ มากมายเป็นกอบเป็นกำคือ ได้รับต่อรุ่นต่อเทอมหลายล้านบาท แต่รายได้ตกเข้าเป็นของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก 70 เปอร์เซ็นต์ กำหนดให้เป็นค่าสอนและค่าบริหารจัดการ และหลายมหาวิทยาลัยกำหนดระเบียบ ค่าใช้จ่ายการศึกษาภาคพิเศษไว้สูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ สภามหาวิทยาลัย เป็นผู้ออกระเบียบนี้ มาอย่างถูกกฎหมาย แต่มีความถูกต้องหรือมีความเป็นธรรมกับสังคมหรือไม่ (ถ้าเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบได้ หลักการคล้ายๆ กันนี้ จะออกมาอีกมาก) และมีบุคลากรของมหาวิทยาลัยเหล่านี้เข้ารับการศึกษาจากหลักสูตรนี้ด้วย โดยไม่ได้เรียนฟรีทั้งๆ ที่โครงการศึกษาเหล่านี้เป็นของมหาวิทยาลัยนั้นๆ โดยมหาวิทยาลัยให้ทุนสนับสนุนทุกคน ผู้บริหารเป็นผู้อนุมัติให้ทุน ที่ฟังดูเผินๆ เหมือนจะดี แต่อย่าลืมว่าค่าเรียนนี้กลับคืนรัฐ 30% เท่านั้นที่เหลือ 70% เป็นค่าสอนค่าบริหารจัดการ และคณาจารย์ที่เรียนเหล่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียน หรือวิจัยตรงสาขาของตน ค่าเรียนแพงอย่างไม่มีเหตุผล ประมาณหลักสูตรละ 5-7 แสนบาทต่อคนหรือประมาณเทอมละ 6-7 หมื่นบาท ใครๆ ที่เข้าไปข้องแวะด้วยก็ติดใจ ทั้งผู้สอนจากมหาวิทยาลัยดัง หรือผู้บริหาร จึงมีความพยายามเปิดหลักสูตรอื่นๆ อีก การบริหารจัดการรายได้แบบนี้ยิ่งนำพาให้ ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นดอกเตอร์กล้วยมากยิ่งขึ้นเพราะมหาวิทยาลัยไม่นำ รายได้ส่วนใหญ่กลับไปพัฒนาเรื่องเร่งด่วนเช่น พัฒนาห้องสมุด หรือพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัย ที่ปัจจุบันนี้ ทั้งปริมาณและคุณภาพ ไม่สามารถรองรับการจัดการเรียนการสอนระดับนี้ได้ ทำไมไม่จัดการเรียนการสอนในภาคปกติ (ราคาถูก) ก่อนเพื่อให้สามารถตั้งของบประมาณแผ่นดินพัฒนาคุณภาพบุคลากร ห้องสมุด และวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ ได้ หรือถ้าดันทุรังจะจัดการศึกษาภาคพิเศษจริงๆ ก็ควรแบ่งรายได้ตั้งเป็นกองทุนพัฒนายกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยก่อน เพื่อที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้พัฒนาอย่างยั่งยืน แต่การที่โครงการนี้มีรายจ่ายค่าบริหารจัดการสูง เช่น ทำให้สังคมสูญเสียส่วนที่ควรจะได้ (Deadweight Loss) จึงทำให้ผู้เรียนเป็นดอกเตอร์กล้วยต่อไป ซึ่งเดิมมหาวิทยาลัยเหล่านี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนา บุคลากร และมหาวิทยาลัย อยู่แล้ว ไม่พัฒนาห้องสมุดเท่าที่ควรจะเป็น ไม่ส่งเสริมให้บุคลากรศึกษาต่อ โดยในการศึกษาต่อจะสนับสนุนให้เฉพาะเพียงค่าเทอมเท่านั้น ไม่ว่าจะเรียนทั้งในหรือนอกประเทศ จึงมีคนจบด้วยทุนแบบนี้น้อยมาก ส่วนใหญ่ไม่จบ จึงมิต้องกล่าวถึง จำนวนผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร หรือเอกสารตำราที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่ใช่ความผิดของคณาจารย์ แต่เป็นความรับผิดชอบของการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย เพราะถ้ามีการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพบุคลากรอย่างจริงจังแล้ว คุณภาพด้านอื่นๆ ทั้งด้านการสอน การวิจัย จะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ และมิต้องกังวลเมื่อถึงเวลา สมศ.ประเมิน ที่น่าตกใจคือ ผู้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ดี แต่เขาเหล่านั้นจะรู้บ้างหรือไม่ว่าตนมีสถานะเป็นว่าที่ ดร.กล้วย หรือเข้าใจเพียงว่า จ่ายครบ ฉันจบแน่ ได้ ดร.แน่ๆ และถ้าบุคลากรทางการศึกษาต้องเรียน โครงการกล้วยๆ แบบนี้ เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์กล้วย และคณาจารย์เหล่านี้ เรียนไม่ตรงสาขาของตนเอง หวังเพียงมี ดร.นำหน้าชื่อ ดังนั้นดอกเตอร์กล้วยเหล่านี้คงมีส่วนทำให้ระบบการศึกษาไทย ทำให้นักศึกษาไทยไม่ใฝ่รู้ ไม่สู้สิ่งยาก ไม่มากก็น้อย กลายเป็นบัณฑิตกล้วยๆ ต่อไป ธุรกิจการศึกษาของมหาวิทยาลัยรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจอันใด ถ้าผลประโยชน์ทางตรงทางอ้อมส่วนใหญ่ ตกอยู่กับสังคมไทย มิใช่ตกอยู่กับกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียว ธุรกิจการศึกษาแบบนี้จะทำลายระบบการศึกษาไทย และจะกัดกินชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ดังสนิมเหล็ก ขณะที่สังคมไทย มี คมช.กำลังกำจัดทักษิโณมิกส์ออกไป แต่ใครจะเข้ามาดูแล ทักษิโณมิกส์ในมหาวิทยาลัย ที่ในระยะยาว ผลลัพธ์เลวนี้ก็ตกกลับไปอยู่กับสังคมไทยเช่นเดียวกัน Source : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ปีที่ 30 ฉบับที่ 10655 วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 หน้า 5 |
|||
|
|
อย่าว่าอย่างนู้นอย่างนี้นะไอ้ญาณ แต่กูว่าไอ้เหี้ยดอกเตอร์นี้ แม่งก็จบมาจากม.ห้องแถวล่ะว้า ม.ในเมืองไทยที่กูยอมรับก็มีแค่มหาลัยเรา กะมหาลัยไอ้ธนิตนะ แต่ถ้าสายวิดวะก็เพิ่มของไอ้ข้าวกะไอ้ม่อ แค่นั้นแหละ ที่กูคิดว่าไม่ใช่ม.ห้องแถว
โอ๊ะ!!!
มหาลัยกู ก็ติดด้วยเหรอเนี่ย??
ภูมิใจๆ
Post new comment